เริ่มต้นทำธุรกิจนอกจากต้องวางแผนเรื่องสินค้า บริการ หรือการตลาดแล้ว เรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ภาษี การ ยื่นภาษี อย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่ม จะช่วยให้กิจการของคุณไม่สะดุดจากปัญหากฎหมาย ไม่เสี่ยงค่าปรับจากกรมสรรพากร และยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือเมื่อคุณต้องการขอสินเชื่อหรือเติบโตในอนาคต
บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจัดการภาษีอย่างไร ต้องยื่นภาษีแบบไหนบ้าง และจะวางแผนภาษีให้รัดกุมได้อย่างไร
วางแผนภาษีกับผู้เชี่ยวชาญ คลิก
ภาษีธุรกิจคืออะไร?
ภาษีธุรกิจ หมายถึงภาษีที่กิจการต้องเสียจากรายได้หรือกิจกรรมต่าง ๆ ของธุรกิจ เช่น การขายสินค้า การให้บริการ การจ่ายค่าจ้าง หรือการเช่าสำนักงาน โดยภาษีแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ
- ภาษีเงินได้ – คำนวณจากรายได้ของธุรกิจ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (กรณีเป็นเจ้าของกิจการแบบบุคคลธรรมดา) หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล (สำหรับบริษัท/ห้างหุ้นส่วน)
- ภาษีทางอ้อม – เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภค เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), อากรแสตมป์, ภาษีธุรกิจเฉพาะ
การจัดการภาษีของธุรกิจจึงไม่ใช่แค่การกรอกแบบภาษีส่งเท่านั้น แต่ต้องมีการจัดทำบัญชีอย่างถูกต้อง บันทึกรายการรายรับรายจ่าย มีเอกสารประกอบ และวางแผนการเงินที่สอดคล้องกับข้อกฎหมาย
ธุรกิจต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง?
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91)
เหมาะกับผู้ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล เช่น ขายของออนไลน์ รับจ้างแบบฟรีแลนซ์ ให้บริการรายบุคคล ซึ่งต้องยื่นภาษีปีละครั้งภายในเดือนมีนาคม โดยสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามประเภทกิจการ หรือหักตามจริงหากมีเอกสารครบ - ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 และ 51)
ธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลปีละ 2 ครั้ง- ภ.ง.ด.51: ประมาณการครึ่งปี ภายใน 2 เดือนหลังครบ 6 เดือนของรอบบัญชี
- ภ.ง.ด.50: ยื่นภาษีจริงพร้อมงบการเงินภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, 3, 53)
เจ้าของกิจการที่มีการจ้างงานหรือจ่ายเงินให้บุคคลอื่น (เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าโฆษณา ค่าเช่า) จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งกรมสรรพากรทุกเดือน - ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
การคิด VAT = VAT จากยอดขาย – VAT จากรายจ่าย - อากรแสตมป์
กรณีที่ธุรกิจมีการทำสัญญาเช่า รับเงินกู้ หรือเอกสารทางธุรกิจบางประเภท อาจต้องชำระอากรแสตมป์เป็นกรณีเฉพาะ
ข้อผิดพลาดที่เจ้าของกิจการมือใหม่ควรหลีกเลี่ยง
- ยื่นภาษีล่าช้า หรือยื่นไม่ครบแบบ ทำให้โดนเบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม
- ไม่รู้ว่าต้องจด VAT เมื่อรายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
- ใช้บัญชีส่วนตัวปะปนกับบัญชีธุรกิจ ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ว่าเงินไหนคือรายได้จริง
- ไม่มีระบบจัดเก็บเอกสาร เช่น บิล ใบเสร็จ ภาษีซื้อ ภาษีขาย ซึ่งล้วนเป็นหลักฐานสำคัญเวลายื่นภาษี
ต้องวางแผนอย่างไร?
- เปิดบัญชีธนาคารในนามธุรกิจ
แยกบัญชีธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัวโดยเด็ดขาด - ใช้โปรแกรมบัญชี หรือจ้างสำนักงานบัญชี
เพื่อให้การจัดทำบัญชีและยื่นภาษีถูกต้อง มีเอกสารครบ - วางแผนภาษีล่วงหน้า
เช่น ใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายเหมา วางระบบ VAT ให้ถูกประเภท หรือตรวจสอบสัญญาให้ตรงกับข้อกฎหมาย - จัดทำรายงานสรุปทุกเดือน
เพื่อดูยอดขาย ยอดใช้จ่าย และตรวจสอบความสอดคล้องกับบัญชีที่ยื่นจริง
หากไม่ยื่นภาษีจะเกิดอะไรขึ้น?
หากธุรกิจไม่ยื่นภาษี หรือละเลยหน้าที่ตามกฎหมาย อาจเกิดความเสียหายทางการเงินและความน่าเชื่อถือ เช่น:
- ค่าปรับกรณียื่นล่าช้า (ปรับสูงสุด 2,000 บาทต่อแบบ)
- เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ค้างชำระ
- ตรวจสอบย้อนหลัง + เสียโอกาสขอสินเชื่อ
- ถูกขึ้น blacklist ในระบบของกรมสรรพากร
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาษี
หากคุณเป็นเจ้าของกิจการที่เพิ่งเริ่มต้น ระบบภาษีอาจดูซับซ้อนและเข้าใจยากในช่วงแรก ทางเลือกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดคือการใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น สำนักงานบัญชีที่ให้บริการยื่นภาษี วางแผนภาษี และจัดทำบัญชีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะนอกจากลดความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยคุณประหยัดเวลา และสามารถโฟกัสกับการขยายธุรกิจได้เต็มที่
สรุป
การ ยื่นภาษีธุรกิจ อาจดูยุ่งยากสำหรับมือใหม่ แต่หากเข้าใจระบบภาษีตั้งแต่ต้น วางแผนบัญชีให้ถูกต้อง และมีระบบเอกสารครบถ้วน การยื่นภาษีก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายที่สร้างความมั่นคงให้ธุรกิจในระยะยาว
หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน ทีมของเราพร้อมให้คำปรึกษาเรื่องบัญชี ภาษี และการวางระบบภาษีครบวงจร เพื่อให้คุณเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมืออาชีพและปลอดภัย
FAQS
ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชีแรก ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 พร้อมงบการเงิน และทุกปีถัดไปต้องยื่นในระยะเวลาเดียวกัน
ไม่จำเป็นครับ สามารถทำธุรกิจได้โดยไม่จด VAT แต่เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องรีบจดทะเบียนภายใน 30 วัน เพื่อไม่ให้ถูกปรับย้อนหลัง
ได้ทั้งหมด สามารถยื่นผ่านเว็บไซต์ กรมสรรพากร โดยใช้รหัสผู้ใช้ (e-Filing) และสามารถชำระภาษีผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลย
จะถูกปรับสูงสุด 2,000 บาทต่อแบบ และคิด เบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ยังไม่ได้ชำระ
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้จ้างสำนักงานบัญชี เพราะช่วยดูแลทั้ง การยื่นภาษี วางแผนภาษี และจัดทำเอกสารครบถ้วน ลดความเสี่ยงต่อค่าปรับ และประหยัดเวลาทำธุรกิจ
เพราะการแยกบัญชีช่วยให้เห็นภาพรายรับรายจ่ายชัดเจน และเป็นหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบภาษี รวมถึงเพิ่มความน่าเชื่อถือเมื่อยื่นกู้ธนาคาร

