ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท แบบเข้าใจง่าย

รับทำบัญชี,รับวางแผนภาษี,บริษัทบัญชี,บริษัททำบัญชี,work permit,รับทำ work permit,รับจดทะเบียนบริษัท,จดทะเบียนบริษัท,ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท

การจดทะเบียนบริษัทเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของธุรกิจที่ต้องการขยายความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสทางการเงิน และรองรับการเติบโตในระยะยาว แต่สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ หลายคนมักมีคำถามว่า จดบริษัทต้องเริ่มตรงไหน? ต้องเตรียมเอกสารอะไร? หรือ มี ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท อะไรบ้าง?

บทความฉบับนี้รวม ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท เอกสาร ค่าธรรมเนียม สิ่งที่ควรรู้ และคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำอธิบาย คุณสามารถทำตามได้ แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลาทำเอง สามารถให้เรา Misari Accounting ช่วยทำให้ได้ ด้วยประสบการณ์จดทะเบียนมามากกว่า 100 บริษัท เรามีประสบการณ์ สามารถปิดงานได้อย่างรวดเร็ว พร้อมให้คุณเริ่มต้นธุรกิจด้วยความมั่นคง

ก่อนเริ่มจดบริษัท ต้องเตรียมอะไรบ้าง

  1. ชื่อบริษัท
  • ต้องไม่ซ้ำหรือคล้ายกับบริษัทอื่น
  • ห้ามใช้คำราชการ / คำต้องห้าม
  • ตั้งได้ 3 ชื่อเรียงลำดับไว้สำหรับจอง
  1. ที่ตั้งบริษัท

ที่ตั้งบริษัท สามารถใช้ได้ทั้ง

  • บ้านตัวเอง
  • คอนโด (ต้องสอบถามนิติบุคคลก่อน)
  • ออฟฟิศ
  • โกดัง
  1. วัตถุประสงค์ของบริษัท

วัตถุประสงค์ของบริษัท คือ ขอบเขตการประกอบธุรกิจที่บริษัทระบุไว้ตอนจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อบอกว่าบริษัทตั้งขึ้นมาเพื่อทำอะไร ขายอะไร ให้บริการอะไร หรือดำเนินกิจกรรมแบบใด

คือขอบเขตการดำเนินธุรกิจของบริษัท แนะนำให้เลือกให้ครอบคลุม ใช้ได้ทั้งงานปัจจุบันและอนาคต

  1. ผู้ก่อตั้ง / กรรมการ / ผู้ถือหุ้น
  • ต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน
  • ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 2 คน
  • ใช้สำเนาบัตรประชาชนของทุกคน
  1. ทุนจดทะเบียน

ทุนจดทะเบียน คือจำนวนเงินที่ผู้ก่อตั้งบริษัทประกาศ ไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่าเป็นเงินทุนที่บริษัทมีในการประกอบธุรกิจ ทุนจดทะเบียนมีประโยชน์หลากหลาย เช่น ใช้เป็นภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เป็นเงื่อนไขในการประมูลงานของทางราชการ เป็นเกณฑ์รับผิดของผู้ถือหุ้น เป็นต้น

ทุน 1 ล้านบาท → ต้องมีเงินรับรองทุน 25% หรือ 250,000 บาท (ไม่ต้องโอนเงินจริง แต่ต้องรับรองว่ามี)

  1. จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้น

ทุนจดทะเบียน (Registered Capital) คือ จำนวนเงินที่ผู้ก่อตั้งบริษัทแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ว่า ต้องการนำมาใช้ดำเนินธุรกิจ โดยทุนนี้ถูกแบ่งออกเป็นหุ้น ตามกฎหมายบริษัทจำกัด

ทุนจดทะเบียน ไม่จำเป็นต้องมีเงินสดทั้งหมดอยู่ในบัญชีในวันที่จด แต่เป็นการแสดง ฐานะและความรับผิดชอบ ของผู้ถือหุ้น เมื่อบริษัทมีหนี้ บริษัทรับผิดชอบสูงสุดตาม จำนวนทุนที่ยังไม่ได้ชำระ ของผู้ถือหุ้นแต่ละราย

ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท

ขั้นตอนที่ 1: จองชื่อบริษัท (ผ่านระบบ e-Registration ของ DBD)

  • ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
  • ชื่อจะถูกจองไว้ 30 วัน

สิ่งที่ต้องทำ

  1. สมัครบัญชี DBD
  2. กรอกชื่อบริษัท 3 ชื่อ
  3. รอการอนุมัติ (ภายใน 1 วันทำการ)

Tip เพื่อให้ผ่านเร็ว

  • หลีกเลี่ยงคำทั่วไป เช่น “สมาร์ท”, “โกลบอล”, “ไทยแลนด์” เพราะมีโอกาสซ้ำสูง
  • ตั้งชื่อไม่เกิน 3 พยางค์ อ่านง่าย

ขั้นตอนที่ 2 : ทำหนังสือบริคณห์สนธิ

หนังสือนี้ระบุ

  • วัตถุประสงค์
  • ผู้ก่อตั้ง
  • ที่ตั้ง
  • จำนวนหุ้น
  • ทุนจดทะเบียน

ต้องทำภายใน 30 วันหลังจองชื่อ

เอกสารประกอบ เช่น

  • สำเนาบัตรประชาชนผู้ก่อตั้งทั้งหมด
  • ที่ตั้งบริษัท
  • วัตถุประสงค์
  • ทุนจดทะเบียน

หลังยื่นแล้ว DBD จะตรวจความถูกต้อง และอนุมัติภายใน 1–2 วัน

ขั้นตอนที่ 3 : ประชุมตั้งบริษัท (Statutory Meeting)

ขั้นตอนนี้เป็นจุดที่คนทั่วไปไม่ค่อยเข้าใจ แต่สำคัญมาก

สิ่งที่ต้องทำในการประชุม

  • รับรองมูลค่าหุ้น
  • แต่งตั้งกรรมการ
  • กำหนดอำนาจกรรมการ
  • อนุมัติข้อบังคับบริษัท
  • สรุปรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด

สิ่งที่ต้องทำหลังประชุมเสร็จ

  • รายงานการประชุม (แบบฟอร์มตามกฎหมาย)
  • แบบรับรองผู้ถือหุ้น (บอจ.5)
  • หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่

ขั้นตอนที่ 4 : จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท (DBD)

ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด และต้องยื่นภายใน 90 วันหลังประชุมตั้งบริษัท

ข้อมูลที่ต้องยื่น

  • รายชื่อกรรมการ
  • รายชื่อผู้ถือหุ้น
  • ที่ตั้งบริษัท
  • วัตถุประสงค์
  • ทุนจดทะเบียน
  • หนังสือบริคณห์สนธิ

วิธีการยื่น
✔ ยื่นออนไลน์ 100% หรือ
✔ ยื่นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด

เวลาอนุมัติ: 1–3 วันทำการ

ขั้นตอนที่ 5 : จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

จดทันทีเมื่อมีเงื่อนไขดังนี้

  • รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
  • หรือทำธุรกิจที่บังคับจด เช่น ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มใหญ่, Logistics, International trade
  • จดที่สรรพากรพื้นที่ ที่บริษัทตั้งอยู่

ขั้นตอนที่ 6 : หลังจดบริษัท ต้องทำอะไรต่อ?

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หลังจดทะเบียนบริษัทแล้ว สิ่งที่ควรทำทันที มีดังนี้

  1. เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท
  2. ทำตรายาง
  3. รายงานผู้ถือหุ้น ภายใน 30 วัน
  4. ขึ้นทะเบียนประกันสังคม ภายใน 30 วันหลังมีพนักงานคนแรก
  5. เริ่มทำบัญชี / จัดทำงบการเงิน
  6. ยื่นภาษีรายเดือน
  7. เปิดบัญชีธนาคาร
  8. ทำเงินเดือนพนักงาน
  9. เตรียมเอกสารยื่นงบการเงินปีแรก

ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะการจดบริษัทนั้นง่าย แต่ดูแลหลังจดยากกว่า หากใช้สำนักงานบัญชี → ลดความเสี่ยงภาษีได้มาก

เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนบริษัท

✔ เอกสารของกรรมการและผู้ถือหุ้น

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • อำนาจลงนามของกรรมการ

✔ เอกสารสถานประกอบการ

  • หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
  • สัญญาเช่า
  • แผนที่บริษัท

✔ เอกสารประกอบอื่น

  • วัตถุประสงค์
  • รายงานประชุม
  • แบบฟอร์ม บอจ.5

ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัท

ค่าจดทะเบียนบริษัท

  • ค่าบริคณห์สนธิ 500 บาท
  • ค่าจดจัดตั้งบริษัท 5,000 บาท
  • ค่าหนังสือรับรอง รายการละ 40 บาท
  • ค่าใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน 100 บาท
  • ค่าอากรสแตมป์ 200 บาท

ค่าจด VAT

  • ฟรี แต่ต้องเตรียมเอกสารครบ

ค่าบริการที่ปรึกษา (ถ้าใช้ผู้เชี่ยวชาญ)

ประมาณ 5,000 – 15,000 บาท แล้วแต่ความซับซ้อน

เวลาที่ใช้ในการจดทะเบียนบริษัท

  • จองชื่อ: 1 วัน
  • ทำ MOA: 1–2 วัน
  • ประชุมจัดตั้งบริษัท: 1 วัน
  • จดบริษัท: 1–3 วัน
  • จด VAT: 1–3 วัน

รวมเวลาเฉลี่ย : 5–10 วัน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และวิธีหลีกเลี่ยง

❌ ตั้งชื่อบริษัทคล้ายคนอื่น → ไม่ผ่าน

✔ ตั้งชื่อเฉพาะทาง เช่น “โซลาร์เทคเอนเนอร์จี้ จำกัด”

❌ วัตถุประสงค์ไม่ครอบคลุม → ต้องแก้ทีหลัง

✔ เลือกวัตถุประสงค์เป็นชุด เช่น “ค้าส่ง–ค้าปลีก–บริการ–ที่ปรึกษา”

❌ ใช้คอนโดเป็นสำนักงานโดยไม่ขออนุญาต

✔ โทรถามนิติบุคคลก่อนทุกครั้ง

❌ จดบริษัทแล้วไม่ยื่นภาษี → ถูกปรับ

✔ ทำระบบบัญชีตั้งแต่เดือนแรก

เปรียบเทียบการจดทะเบียนบริษัทเอง กับจ้างบริษัท

1) จดทะเบียนบริษัทเอง

✔️ ข้อดี

  • ประหยัดค่าใช้จ่าย
    เพราะจ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียม DBD ไม่มีค่าบริการเพิ่มเติม 
  • ได้เรียนรู้ขั้นตอนจริงทั้งหมด
    ทำให้เข้าใจระบบเอกสาร การจดภาษี และงานบัญชีพื้นฐาน 
  • ควบคุมทุกขั้นตอนเองได้
    เช่น การจองชื่อ การกรอกแบบฟอร์ม การส่งหนังสือบริคณห์สนธิ ฯลฯ

❌ ข้อเสีย

  • ขั้นตอนเยอะและใช้เวลา
    ต้องเรียนรู้กฎหมายและระบบ e-Registration ซึ่งมีหลายเมนูและแบบฟอร์ม 
  • เสี่ยงกรอกข้อมูลผิด
    เช่น วัตถุประสงค์ไม่ครบ → ต้องกลับไปแก้ไข ทำให้เสียเวลา 
  • อาจเกิดความล่าช้า
    หากไม่คุ้นเคย มักใช้เวลา 3–7 วัน หรือมากกว่านั้น 
  • ไม่มีคนตรวจความถูกต้อง
    เช่น การใส่ทุน, การกำหนดกรรมการ, การออกหุ้น → ส่งผลต่อภาษีในอนาคตได้ 
  • อาจพลาดเรื่องภาษีหลังจดทะเบียน
    เช่น VAT, ภ.พ.20, เปิดบัญชีบริษัท, ทำบัญชีเดือนแรก ฯลฯ

2) จ้างบริษัทรับจดทะเบียนบริษัท

✔️ ข้อดี

  • ทำเสร็จเร็ว
    ผู้เชี่ยวชาญทำเป็นประจำ มักรวดเร็วกว่า (1–2 วัน) 
  • ลดความผิดพลาดของเอกสาร
    มีการตรวจชื่อบริษัท, วัตถุประสงค์, ทุน, ข้อบังคับ ถูกกฎหมายทั้งหมด 
  • ให้คำปรึกษาได้ทั้งก่อน–หลังการจดทะเบียน
    เช่น ควรจด VAT ไหม, ควรใช้ทุนเท่าไร, จัดโครงสร้างหุ้นอย่างไร 
  • อำนวยความสะดวก
    ลูกค้าแค่ส่งข้อมูลพื้นฐาน ที่เหลือบริษัทจัดการให้ 
  • มีแพ็กเกจรวมบัญชี/ภาษี
    ช่วยปิดความเสี่ยงหลังจดเสร็จ เช่น
    • ทำบัญชี
    • ยื่นภาษี
    • ปิดงบ
    • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

❌ ข้อเสีย

  • มีค่าใช้จ่ายบริการเพิ่มเติม
    ราคาขึ้นอยู่กับบริษัทที่รับทำ (แต่ส่วนใหญ่ถือว่าคุ้มเพราะลดความเสี่ยงได้)

เริ่มต้นตั้งแต่ 5,000 บาทก็จดได้ แต่ควรมี 50,000–100,000 บาทเพื่อความน่าเชื่อถือ

ได้ 100% ผ่านระบบออนไลน์ แต่ต้องเตรียมเอกสารให้ครบและเข้าใจขั้นตอน

ไม่เสียค่าธรรมเนียม

เพราะเป็นธุรกิจที่เข้าข่ายบังคับ เช่น ขายสินค้าออนไลน์ที่มีรายได้เกินเกณฑ์เร็วมาก

Scroll to Top