เงื่อนไขในการขอ Work Permit มีอะไรบ้าง
การจ้างแรงงานต่างชาติในประเทศไทยไม่ใช่แค่ทำสัญญาจ้างแล้วให้เริ่มงานได้ทันที แต่นายจ้าง ต้องมีคุณสมบัติครบตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการหลายรายมักเข้าใจผิด เช่น คิดว่าแค่มีบริษัทจดทะเบียนก็ขอให้ใครก็ได้ หรือคิดว่าเงินเดือนเท่าไรก็อนุมัติได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงมี เงื่อนไขในการขอ Work Permit มีหลายข้อ
จากประสบการณ์ทำเคสให้ลูกค้าบริษัทไทย–ต่างชาติจำนวนมาก เคสที่ไม่ผ่านส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวกับคนต่างชาติ แต่เกิดจากเอกสารของนายจ้างไม่ครบ เงื่อนไขไม่ถึง หรือธุรกิจไม่มี movement ทางบัญชี
บทความนี้จะสรุปทุกเงื่อนไขที่นายจ้างต้องมี พร้อมเทคนิคที่ช่วยให้ผ่านง่ายขึ้น
นายจ้างประเภทใดสามารถยื่นขอ Work Permit ได้
ตามกฎหมายไทย บริษัทเกือบทุกประเภทสามารถขอ Work Permit ได้ หากมีคุณสมบัติครบ โดยแบ่งได้ดังนี้
1. บริษัทจำกัด / ห้างหุ้นส่วนจำกัด (ส่วนใหญ่ที่เจอ)
บริษัททั่วไปสามารถยื่นได้ แต่ต้องอยู่ในสถานะ
- จดทะเบียนจริง
- มีสำนักงานจริง
- ส่งงบการเงินประจำปี
- มีรายการภาษีและประกันสังคมครบ
เคสที่พบคือบริษัทที่จดไว้เฉย ๆ ไม่ยื่นงบ ไม่ขยับบัญชี แบบนี้ยื่น Work Permit ไม่ผ่านเกือบ 100% เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์การดำเนินธุรกิจได้
2. บริษัทที่ได้รับการส่งเสริม BOI / EEC / เขตเศรษฐกิจพิเศษ
ข้อดีคือ ยกเว้นหลายเกณฑ์ เช่น
- ไม่บังคับสัดส่วนคนไทยต่อคนต่างชาติ
- ไม่บังคับทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ
- งานที่คนต่างชาติทำได้กว้างกว่า
เหมาะกับธุรกิจเทคโนโลยี โรงงาน และสตาร์ทอัพต่างชาติที่ย้ายฐานมาประเทศไทย
3 มูลนิธิ / สมาคม
สามารถยื่น Work Permit ได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่างานนั้นจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติจริง
4. นายจ้างบุคคลธรรมดา
ทำได้เฉพาะงานบางประเภท เช่น
- ครูสอนพิเศษ
- ล่าม
- ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ต้องพิสูจน์รายได้และความจำเป็นให้ชัดเจน
เงื่อนไขในการขอ Work Permit ด้านโครงสร้างบริษัทที่ต้องมี
1. ทุนจดทะเบียนที่ “ชำระแล้ว” อย่างน้อย 2 ล้านบาท ต่อคนต่างชาติ 1 คน
กฎหมายกำหนดชัดว่า
- ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ไม่ใช่ทุนที่แสดงบนหนังสือรับรองเฉย ๆ
- ต้องมีครบ 2,000,000 บาท / 1 คนต่างชาติ
หากมีคู่สมรสเป็นคนไทย → ลดเหลือ 1,000,000 บาท
หลายบริษัทคิดว่าแค่เพิ่มทุนในระบบ DBD ก็พอ แต่ไม่ได้ชำระเงินจริง → แบบนี้ไม่ผ่าน กฎหมายขอดูงบการเงินหรือหลักฐานการเคลื่อนไหวของทุนจริง
2 มีพนักงานไทย 4 คน ต่อชาวต่างชาติ 1 คน
อ้างอิง: กฎกระทรวงกำหนดงานตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551
ต้องมี
- พนักงานไทยอยู่ในประกันสังคม
- มีการยื่น ม.1 ม.2 ม.3 สม่ำเสมอ
- รายงานเงินเดือนไม่ต่ำจนผิดเหตุผลทางธุรกิจ
ยกเว้นอัตราส่วนนี้ในกรณี
- BOI
- EEC
- บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเฉพาะทาง (พิจารณาเป็นรายกรณี)
3. บริษัทต้องอยู่ในสถานะ Active
คำว่า Active หมายถึง
- มีงบการเงิน
- มีรายได้
- มีค่าใช้จ่าย
- มีการยื่นภาษี ภ.พ.30 ภงด.3,53
- มีประกันสังคมของพนักงาน
บริษัทที่ไม่ขยับบัญชีเลยมีโอกาสไม่ผ่านสูง
4. มีสำนักงานชัดเจน สามารถตรวจสอบได้
- ต้องมีป้ายบริษัท
- มีโต๊ะทำงาน
- มีพื้นที่จริง (ไม่อนุญาตให้ใช้ virtual office ส่วนใหญ่ไม่ผ่าน)
- เคยมีกรณีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบจริง
งานที่อนุญาตหรือไม่อนุญาต ให้ชาวต่างชาติทำ
ตามประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2560–2565 งานต้องห้ามมีประมาณ 39 ประเภท เช่น
- งานขายหน้าร้าน
- งานใช้แรงงานทั่วไป
- งานบัญชีบางประเภท
- งานบริการลูกค้าหน้าร้าน
- งานเสริมสวย
- งานขับรถ (ยกเว้นบางกรณี)
ตำแหน่งที่อนุญาตและพบว่าอนุมัติบ่อย ได้แก่
- ผู้จัดการบริษัท
- ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialist)
- ที่ปรึกษา (Consultant)
- ครู / อาจารย์
- Programer, Software Engineer, IT Specialist
- Technical Support เฉพาะทาง
Tips: วุฒิการศึกษาและประสบการณ์ต้องตรงงานที่ขอ ไม่เช่นนั้นมักโดนสอบถามเพิ่มเติมและมีโอกาสไม่อนุมัติ
เงินเดือนขั้นต่ำตามสัญชาติ ของชาวต่างชาติ
ตามเกณฑ์ค่าจ้างขั้นต่ำที่ใช้พิจารณาการออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ในปัจจุบัน จะมีการกำหนดระดับเงินเดือนขั้นต่ำแยกตามภูมิภาคและสัญชาติของผู้สมัครซึ่งนายจ้างต้องระบุในสัญญาจ้างและแบบคำขอ ตัวอย่างกลุ่มที่เป็นมาตรฐานคือ
- ผู้มีสัญชาติจากทวีปยุโรป รวมทั้งออสเตรเลีย และสัญชาติญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา จะต้องได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 50,000 บาท/เดือน
- สัญชาติเกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย อยู่ในเกณฑ์ 45,000 บาท/เดือน
- สัญชาติอินเดีย กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง จีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ อยู่ที่ 35,000 บาท/เดือน
- ส่วนแรงงานจากสัญชาติพม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และกลุ่มประเทศแถบทวีปแอฟริกา จะต้องได้รับอย่างน้อย 25,000 บาท/เดือน
สิ่งสำคัญที่นายจ้างต้องทราบคือตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าอ้างอิงขั้นต่ำที่เจ้าหน้าที่ใช้พิจารณาว่าตำแหน่งและค่าตอบแทนที่เสนอมีความสมน้ำสมเนื้อกับทักษะและค่าครองชีพของผู้สมัครหรือไม่ — หากระบุเงินเดือนต่ำกว่านี้มีความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธคำขอหรือถูกเรียกขอหลักฐานเพิ่มเติม
นอกจากนี้เงินเดือนที่ระบุควรเป็น เงินเดือนสุทธิ/รวมตามสัญญา (gross salary) ที่ชัดเจนในเอกสาร ตลอดจนต้องคำนึงถึงภาระภาษีและการส่งประกันสังคมตามกฎหมายด้วย สุดท้ายยังมีข้อยกเว้นและมาตรการพิเศษ (เช่น บริษัทที่ได้รับส่งเสริม BOI / EEC) ที่อาจไม่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์เหล่านี้ ดังนั้นก่อนยื่นคำขอจริงจึงควรตรวจสอบเงื่อนไขกับกรมการจัดหางานหรือที่ปรึกษาด้านวีซ่าเพื่อให้แน่ใจว่าเงินเดือนและสัญญาจ้างสอดคล้องตามข้อกำหนดปัจจุบัน
เอกสารที่นายจ้างต้องเตรียมก่อนยื่น Work Permit
เอกสารหลัก ๆ ที่ต้องใช้ได้แก่
- หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน)
- บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5)
- งบการเงินล่าสุด
- ภพ.30 ของ 3–6 เดือนล่าสุด
- รายงานประกันสังคม
- สัญญาจ้าง
- รูปถ่ายสถานประกอบการ 4–6 มุม
- เหตุผลที่จำเป็นต้องจ้างคนต่างชาติ (Letter of Justification)
- Job Description แบบชัดเจนและถูกต้อง
เคสที่ตกมักเกิดจากเหตุผลความจำเป็นไม่ชัดเจน เช่น เขียนแค่ว่าต้องการผู้เชี่ยวชาญมาทำงานด้านการตลาดต่างประเทศ แบบนี้ไม่พอ ต้องเจาะลึกว่าบริษัทมีตลาดต่างประเทศอย่างไร ทำไมต้องใช้คนต่างชาติทำงานนั้นจริง ๆ
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ยื่นไม่ผ่าน
❌ บริษัทไม่มีความเคลื่อนไหวทางบัญชี
ถือว่าไม่มีตัวตน ไม่ผ่านแน่นอน
❌ ทุนจดทะเบียนยังไม่ได้ชำระจริง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เขียนว่า 2 ล้าน แต่หลักฐานบัญชีไม่ตรง → ตกทันที
❌ พนักงานไทยไม่ครบตามเกณฑ์
บางบริษัทใส่ชื่อไว้ในระบบ แต่ไม่เคยส่งประกันสังคม → ไม่ผ่าน
❌ Job Description ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ของผู้ยื่น
เช่น ผู้สมัครเรียนจบศิลปศาสตร์ แต่จะทำงานเป็น System Engineer → มักไม่ผ่าน
❌ ใช้ที่อยู่ Virtual Office หรือ Coworking ที่ไม่ผ่านเกณฑ์
หลายกรณีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริง ถ้าพบว่าสำนักงานไม่มีอยู่จริง → ยื่นใหม่ได้ยากมาก
คำแนะนำสำหรับนายจ้าง
✅ วางแผนเอกสารล่วงหน้า 1–2 เดือน
โดยเฉพาะเรื่องทุน พนักงานไทย และภาษี
✅ จัดทำเหตุผลความจำเป็น (Justification Letter) ให้ดี
นี่คือสิ่งที่เจ้าหน้าที่อ่านมากที่สุด
✅ ใช้ตำแหน่งงานที่สอดคล้องตามกฎหมาย
หลีกเลี่ยงงานต้องห้าม 39 ประเภท
✅ ใช้บริการผู้เชี่ยวชาญด้าน Visa & Work Permit
จะช่วยลดความผิดพลาด เอกสารไม่ตก และลดเวลาแก้ไขซ้ำหลายรอบ
สรุป
เงื่อนไขของนายจ้างถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการยื่นขอ Work Permit หากเตรียมครบ โอกาสผ่านสูงมาก แต่ถ้าบริษัทไม่มีความเคลื่อนไหวทางบัญชี ทุนไม่ชำระจริง หรือไม่มีพนักงานไทย โอกาสไม่ผ่านตั้งแต่รอบแรกสูงมากเช่นกัน
การเตรียมเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนแรกช่วยประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงโดนเรียกเอกสารเพิ่มหลายครั้ง Misari Accounting รับทำ Work Permit ประสบการณ์มากกว่า 15 ปี

